ฝ่ายข่าวการศึกษา

        จาก รศ.ดร. สุขุม  เฉลยทรัพย์

             โทร.081-939-4692 ,02-6689342

              http://www.dusit.ac.th

 

 

 

 

 

 โพล :   การลงโทษนักเรียน โดยใช้ “ไม้เรียว”

                   (จำนวน 2 แผ่น)

  * ส่งข่าววันเสาร์ที่ 15 มกราคม 2554

 
 

 


                                                         

                                                           

ประชาชนคิดอย่างไร? กับการลงโทษนักเรียน โดยใช้ “ไม้เรียว”

จากกรณีการเผยแพร่คลิปการกระทำความรุนแรงของครูด้วยการลงโทษตีลูกศิษย์อย่างรุนแรงผ่านเว็บไซต์ และในทางตรงกันข้าม  สภานักเรียนแห่งประเทศไทย ก็เรียกร้องให้ ศธ. แก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อให้นำไม้เรียวกลับมาใช้อีกครั้ง โดย ศธ. ได้มอบหมายให้ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงาน “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทำการสำรวจความคิดเห็นจากครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปต่อกรณีดังกล่าวทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,476 คน  ระหว่างวันที่ 13-15 มกราคม 2554  สรุปผลได้ดังนี้

 

   1. ประชาชนคิดเห็นอย่างไร? กรณี ข่าวคลิปครูลงโทษเด็กนักเรียนด้วย “ไม้เรียว” 

อันดับ 1

เป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ

48.19%

อันดับ 2

การลงโทษด้วยไม้เรียวเป็นสิ่งที่มามานานในสังคมไทยแต่ต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

19.88%

อันดับ 3

ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งควรดูแลเรื่องกฎ ระเบียบ การลงโทษนักเรียนของครูอย่างใกล้ชิด

18.24%

อันดับ 4

ไม่ควรด่วนสรุปก่อนที่จะมีการสอบถามข้อเท็จจริงจากครูและนักเรียน

13.69%

 

    2. การลงโทษเด็ก ด้วยการใช้ “ไม้เรียว”  มีผลดี – ผลเสีย อย่างไร?

ผลดี

 

ผลเสีย

 

ทำให้เด็กหลาบจำ ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก

52.03%

ส่งผลต่อจิตใจทำให้เด็กกลัว อายเพื่อน

44.57%

เป็นวิธีลงโทษที่ได้ผล ทำให้เด็กกลัวและเชื่อฟัง

26.64%

ทางโรงเรียนและครูอาจถูกฟ้องหรือร้องเรียนได้

30.83%

ทำให้เด็กเป็นคนดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง

21.33%

ทำให้ครูไม่กล้าลงโทษเด็ก

24.60%

 

     3. ความผิดแบบใด? หรือ ลักษณะใด? จึงจะควรลงโทษด้วยการใช้ไม้เรียว

อันดับ 1

การมั่วสุม เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เรื่องชู้สาว

34.28%

อันดับ 2

การทะเลาะวิวาท ชกต่อย ตบ ตีกัน

27.97%

อันดับ 3

หนีเรียน โดดเรียน

20.92%

อันดับ 4

ทำผิดระเบียบวินัยของโรงเรียน เช่น ทุจริตในการสอบ ขโมยของ แต่งกายผิดระเบียบ

16.83%

 

 

     4. ถ้าไม่ใช่การลงโทษด้วยการใช้ “ไม้เรียว” จะใช้วิธีการลงโทษด้วยวิธีใด? แทน

อันดับ 1

บำเพ็ญประโยชน์ เช่น เก็บขยะ กวาดพื้น ทำเวร ทำความสะอาดห้องเรียน ล้างห้องน้ำ

43.16%

อันดับ 2

ตักเตือน ตัดคะแนน  ทำทัณฑ์บน เรียกผู้ปกครอง

30.43%

อันดับ 3

สั่งทำรายงานเพิ่ม /มอบหมายงานอื่นๆให้ทำ

15.65%

อันดับ 4

วิ่งรอบสนาม  กระโดดตบ วิดพื้น /ยืนหน้าห้อง

10.76%

 

    5. ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? กับ สภานักเรียนแห่งประเทศไทยที่เรียกร้องให้ ศธ. แก้ไขระเบียบ ศธ.                     

        ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 โดยการเพิ่มโทษให้ครูใช้ไม้เรียวทำโทษเด็กได้  

 

อันดับ 1

เห็นด้วย

53.84%

 

เพราะ  ทำให้เด็กหลาบจำ ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก ,ผู้ที่มีชื่อเสียง ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่ประสบความสำเร็จก็เคยโดนไม้เรียวมาก่อน แต่การลงโทษต้องอยู่ขอบเขต สมเหตุสมผล ไม่ใช้อารมณ์ ฯลฯ

อันดับ 2

ไม่เห็นด้วย

24.85%

 

เพราะ  ยุคสมัยเปลี่ยนไปควรเปลี่ยนวิธีการลงโทษแบบอื่นๆแทนการใช้ไม้เรียวจะดีกว่า ทำให้เด็กกลัว ไม่กล้าแสดงออก ,ครูแต่ละคนมีวุฒิภาวะที่แตกต่างกัน

อันดับ 3

เฉยๆ

21.31%

 

เพราะ   การลงโทษด้วยไม้เรียวมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้และผู้ที่ถูกลงโทษมากกว่า ฯลฯ

 

    6. โดยสรุปแล้ว ประชาชนเห็นด้วยกับการลงโทษเด็กโดยการใช้ “ไม้เรียว” หรือไม่?        

 

อันดับ 1

เห็นด้วย

65.08%

 

เพราะ   การลงโทษด้วยไม้เรียวมีมานานตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อทำให้เด็กเกิดการหลาบจำ ไม่ออกนอนกลู่นอกทาง แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช่ตีพร่ำเพรื่อ ,มีการกำหนดขนาดมาตรฐานของไม้เรียว  ฯลฯ

อันดับ 2

ไม่เห็นด้วย

18.93%

 

เพราะ   อาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจกับเด็ก ทำให้เด็กกลัว ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ,เป็นการใช้ความรุนแรง ควรใช้เหตุผล พูดคุยและการลงโทษแบบอื่นจะดีกว่า ฯลฯ

อันดับ 3

เฉยๆ

15.99%

 

เพราะ   จากกรณีนี้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  เพราะสมัยนี้จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเด็กและครูบางคน ต่างก็ไม่เหมาะสมพอๆกัน ฯลฯ

    

     7. ข้อเสนอแนะต่อกระทรวงศึกษาธิการ กรณี การลงโทษนักเรียน

อันดับ 1

ทางกระทรวงฯ จะต้องมีการออกกฎระเบียบข้อบังคับในการลงโทษเด็กอย่างชัดเจน

37.18%

อันดับ 2

ทั้งครูและนักเรียนควรช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาหากเกิดการลงโทษที่รุนแรง                      เกินกว่าเหตุ

25.03%

อันดับ 3

ทุกๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครู  นักเรียนและผู้ปกครองควรมีการพูดคุยหรือมีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับวิธีการหรือรูปแบบการลงโทษที่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

23.56%

อันดับ 4

ควรมีการคัดกรองครูที่มีใจรักในวิชาชีพอย่างแท้จริง และมีการทดสอบทางจิตวิทยาเป็นระยะๆ

14.23%

สวนดุสิตโพล