
บทนำ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,214 คน ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน2569 เพื่อสะท้อนระดับความเชื่อมั่น ของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในมิติต่าง ๆ ผ่านตัวชี้วัดจำนวน 25 ประเด็น โดยแต่ละตัวชี้วัดให้คะแนนเต็ม 10 คะแนน เพื่อนำมาประมวลเป็นภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยในแต่ละเดือน
การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
ผลการสำรวจพบว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนเมษายน 2569 ได้คะแนนเฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน โดยตัวชี้วัดทั้ง 25 ประเด็นลดลงทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชน ยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มถดถอยต่อเนื่อง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความไม่พอใจต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ครอบคลุมทั้งการบริหารประเทศ เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ความโปร่งใส และบทบาทของสถาบันการเมืองโดยรวม
คะแนนลดลงทุกตัวชี้วัด ความเชื่อมั่นอาจจะยังไม่ฟื้น
การที่ดัชนีภาพรวมลดลงจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน และตัวชี้วัดทั้ง 25 ประเด็นลดลงทั้งหมด เป็นสัญญาณสำคัญว่าประชาชนยังไม่เห็น “ผลลัพธ์” ที่ชัดเจนจากการทำงานทางการเมือง ด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลางจนกระทบสถานการณ์พลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ แม้รัฐบาลจะพยายามเริ่มขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ เช่น การลดค่าไฟฟ้า การลดภาระค่าน้ำมัน และมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทย” แต่คะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะราคาสินค้าได้ 3.23 คะแนน ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง และสวัสดิการได้ 3.49 คะแนน และสภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวมได้ 3.46 คะแนน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนอาจรับรู้ว่านโยบายของรัฐมีความพยายามในการช่วยเหลือ แต่ยังไม่ เพียงพอที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตประจำวันดีขึ้นจริง ปัญหาปากท้องจึงยังเป็นแกนกลางของความไม่เชื่อมั่นทางการเมือง เพราะเมื่อค่าครองชีพสูง ราคาสินค้ายังเป็นภาระ และรายได้ไม่เพิ่มตาม ความคาดหวังต่อรัฐบาลจึง ยิ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความอดทนของประชาชนต่อการรอผลลัพธ์ก็ลดลง
นายกฯ แม้โดดเด่น แต่คะแนนผลงานยังลด
ผลสำรวจระบุว่า นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 สะท้อน ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลหลักที่ประชาชนรับรู้บทบาททางการเมืองในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของผู้นำไม่ได้หมายความว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะคะแนนผลงานของนายกรัฐมนตรีอยู่ที่ 3.76 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคมที่ได้ 3.91 คะแนน และคะแนนผลงานของรัฐบาลอยู่ที่ 3.85 คะแนน ลดลงจาก 3.89 คะแนน
ในเชิงการเมือง รัฐบาลอนุทินกำลังอยู่ในภาวะที่ “อำนาจรวมศูนย์มากขึ้น แต่แรงกดดันก็รวมศูนย์มากขึ้นเช่นกัน” เพราะประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาที่จับต้องได้ โดยเฉพาะค่าไฟ ค่าน้ำมัน ราคาสินค้า และรายได้ของประชาชน ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนที่ประชาชนอยากฝากบอกรัฐบาลมากที่สุดคือ “แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระ ค่าครองชีพให้ประชาชน” ร้อยละ 49.82 รองลงมาคือ “ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน” ร้อยละ 31.03
ดังนั้น จุดท้าทายของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายให้ประชาชนรับรู้ แต่คือการทำให้นโยบายเหล่านั้นแปลงเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่มาตรการแจกเงินหรือการลดค่าใช้จ่ายถูกจับตามองในแง่ความคุ้มค่า แหล่งเงิน และความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านและนักการเมืองนอกฝ่ายรัฐบาลนำมาใช้ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตั้งคำถามเรื่องแหล่งเงินของโครงการคนละครึ่งพลัสและเป้าหมายของมาตรการเยียวยา
ฝ่ายค้านแม้คะแนนยังนำ แต่โจทย์ใหญ่คือความคาดหวังผลงาน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดในเดือนเมษายนยังคงเป็น “ผลงานของฝ่ายค้าน” ที่ 4.31 คะแนน แม้จะลดลงจากเดือนมีนาคมที่ได้ 4.35 คะแนน สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับบทบาทฝ่ายค้านในฐานะกลไกตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะ ในสถานการณ์ที่มีข้อกังวลเรื่องการใช้งบประมาณ ความโปร่งใส และความคุ้มค่าของนโยบายรัฐ
ในผลสำรวจเดือนเมษายน นักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 17.24
เมื่อพิจารณาข้อมูลจากฐานข้อมูล (Database) จะเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มนักการเมืองฝ่ายค้านที่ประชาชนมองว่าโดดเด่นที่สุดในเดือนนี้ ได้ 27.82% เมื่อแยกตามอายุ จะเห็นว่า กลุ่มอายุเกิน 50 ปีให้คะแนนคุณอภิสิทธิ์สูงถึง 33.18% ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าจะคุ้นเคยกับบทบาททางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์มายาวนาน ขณะเดียวกันกลุ่มอายุ 20–29 ปีก็ให้คะแนน 30.33% ถือว่าน่าสนใจ เพราะสะท้อนว่าไม่ได้เป็นเพียงฐานความทรงจำของคนรุ่นเก่าเท่านั้น แต่ยังมีการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่บางส่วนด้วย
ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนกำลังอยู่ในช่วง “กู้ศรัทธาและปรับโครงสร้างภาพจำทางการเมือง” การวางบทบาทเชิงรุกในฐานะรัฐบาลทางเลือกผ่านแนวคิดทีมตรวจสอบรัฐบาลหรือ ครม. เงา สิ่งเหล่านี้ทำให้ฝ่ายค้านมีพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ว่าบทบาทดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์รัฐบาล หากต้องสามารถเสนอทางออกที่ประชาชนเห็นว่าเป็นไปได้จริง
เศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใส จุดเปราะบางของความเชื่อมั่น
เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดในเดือนเมษายน จะเห็นว่าประเด็นที่ประชาชนให้คะแนนต่ำล้วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความสามารถของรัฐในการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การแก้ปัญหายาเสพติดและ ผู้มีอิทธิพล 3.22 คะแนน ราคาสินค้า 3.23 คะแนน การแก้ปัญหาความยากจน 3.34 คะแนน การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส 3.35 คะแนน และสภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม 3.46 คะแนน
คะแนนเหล่านี้สะท้อนว่า ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากเรื่องการเมืองเชิงอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกว่าปัญหาพื้นฐานของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง ความยากจน ราคาสินค้า และยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนพบเจอในชีวิตประจำวัน
ในขณะเดียวกัน ข่าวการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ และกระแสข่าวเรื่องการแทรกแซงหรือความไม่โปร่งใสในการบริหารงาน ยิ่งตอกย้ำว่าคะแนนด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใสยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ ของระบบการเมืองไทย เพราะแม้ข้อเท็จจริงทางคดีหรือกระบวนการตรวจสอบจะยังต้องพิจารณาต่อไป แต่ในเชิงความรู้สึกของประชาชน ข่าวลักษณะนี้สามารถกระทบต่อความเชื่อมั่นได้ทันที
การเมืองไทยภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ
ดัชนีการเมืองไทยเดือนเมษายน 2569 สะท้อนภาพการเมืองที่น่าสนใจ คือ ฝ่ายบริหารยังมีผู้นำที่ถูกมองว่าโดดเด่น ฝ่ายค้านยังมีบทบาทในการตรวจสอบ และพรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มขยับเพื่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองของตนเอง มากขึ้น แต่ในภาพรวม ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับลดลงทุกตัวชี้วัด
สภาวะนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนมากยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่เพียงภาพของการทำงาน การแถลงนโยบาย หรือการแข่งขันทางการเมือง แต่คือผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยเฉพาะการลดภาระค่าครองชีพ การควบคุมราคาสินค้า การทำให้นโยบายมีความโปร่งใส และการแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจาก “การสร้างความหวังผ่านนโยบาย” ไปสู่ “การสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลลัพธ์” เพราะหากมาตรการต่าง ๆ ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น คะแนนความเชื่อมั่นก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ส่วนฝ่ายค้าน แม้จะยังได้รับคะแนนสูงสุดเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดอื่น แต่โจทย์สำคัญคือการยกระดับบทบาทจากการตรวจสอบรัฐบาลไปสู่การเสนอทางออกที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ งบประมาณ ความโปร่งใส และคุณภาพชีวิต เพราะในช่วงเวลาที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นทั้งต่อฝ่ายบริหารและระบบการเมืองโดยรวม ฝ่ายค้านที่มีคุณภาพจะต้องไม่เพียงทำหน้าที่ “จับผิด” แต่ต้องช่วยทำให้ประชาชนเห็นว่า ประเทศยังมีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้
“ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง
หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
มีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อ
ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม
ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น
การควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐ
ตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนี
ความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายใน
ที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป”ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต