บทนำ

สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,231 คน ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง การทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังต่อทิศทางการเมืองไทยในระยะต่อไป ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายเชิงบริบทของข้อมูล และเชื่อมโยงตัวเลขกับปัจจัยทางสังคม การเมือง และสถาบันที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน

คะแนนพึงพอใจการจัดการเลือกตั้ง 5.17 จาก 10

กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนเฉลี่ย 5.17/10 ชี้ว่าประชาชนประเมินการจัดการเลือกตั้งอยู่ในระดับ “กลาง” ซึ่งมีนัยสำคัญ 2 ชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือ “ระบบยังทำงานได้” ในความหมายเชิงปฏิบัติ กล่าวคือ ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจมองว่าการจัดการโดยรวมไม่ถึงกับล้มเหลว แต่ชั้นที่สอง คือ “ยังไม่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ไว้ใจ” เพราะคะแนนระดับกลางในบริบทการเลือกตั้ง มักสะท้อนว่าแม้เหตุการณ์จะดำเนินไปได้ตามขั้นตอน แต่ยังมีรายละเอียดในกระบวนการหรือบรรยากาศที่ทำให้ผู้ใช้สิทธิรู้สึกไม่มั่นคงใจ เช่น ความชัดเจนของขั้นตอน การกำกับดูแล ความรวดเร็วในการจัดการข้อร้องเรียน และความสามารถของหน่วยงานในการสื่อสารให้ประชาชนรู้สึกว่า “ตรวจสอบได้จริง”

หากมองเชิงหลักการ การเลือกตั้งต่างจากบริการสาธารณะทั่วไป เพราะสิ่งที่ประชาชน “ซื้อ” ด้วยการไปใช้สิทธิไม่ใช่เพียงความสะดวก แต่คือความมั่นใจว่า “เสียงของตนมีความหมายเท่าเทียม” ดังนั้นคะแนน 5.17 จึงเป็นความรู้สึกต่อคุณภาพการเลือกตั้งที่ยังไม่อาจ “มั่นใจ” ได้นัก และเป็นจุดตั้งต้นที่ยังต้องอาศัยการยกระดับมาตรฐานเชิงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

ความกังวลอันดับ 1 เรื่องทุจริตในการเลือกตั้ง

ตัวเลข 67.99% จากกลุ่มตัวอย่างที่บ่งบอกว่ากังวลเรื่อง ความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง และกังวลมากกว่าประเด็นอื่นอย่างชัดเจน นัยของตัวเลขนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “กลัวโกง” แบบเหตุการณ์รายหน่วยเลือกตั้งเท่านั้น แต่สะท้อนความระแวงในระดับโครงสร้าง (structural suspicion) ต่อความเป็นธรรมของระบบแข่งขันทางการเมือง

กล่าวอีกนัยคือ ประชาชนจำนวนมากอาจไม่มั่นใจว่ากติกาถูกบังคับใช้อย่างเสมอภาค และไม่มั่นใจว่ากลไกตรวจสอบสามารถ “เอาผิดได้จริง” ความกังวลลักษณะนี้ทำให้การเลือกตั้งถูกมองว่าเป็นสนามที่มี “ต้นทุนความไม่เท่าเทียม” แฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพล เงิน เครือข่าย หรือการใช้อำนาจรัฐในทางที่ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม

ที่สำคัญ ความกังวลเชิงทุจริตที่สูงมาก มักดึงเอาความหมายของการเลือกตั้งจาก “พิธีกรรมประชาธิปไตย” ไปสู่ “การแข่งขันที่ประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการ” เมื่อประชาชนไม่เชื่อมั่นในผู้กำกับเกม ต่อให้กระบวนการเดินหน้าได้ ความชอบธรรมอาจจะถูกบั่นทอน และสะท้อนออกมาในรูปแบบการตั้งคำถามต่อผลลัพธ์หลังเลือกตั้ง

ปัญหาหน่วยเลือกตั้ง คือ ขั้นตอนยุ่งยากและความสับสน

40.45% กังวลเรื่อง ขั้นตอนยุ่งยากหรือความสับสนในหน่วยเลือกตั้ง ตัวเลขนี้สำคัญเพราะเป็น “ประสบการณ์ที่จับต้องได้” ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ประชาชนไปใช้สิทธิจริง

ในทางพฤติกรรมการเมือง ความสับสนในขั้นตอน ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาความสะดวก แต่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “ข้อสงสัยต่อความยุติธรรม” ได้ง่าย เช่น หากขั้นตอนไม่ชัด การจัดคิวไม่เป็นระบบ เจ้าหน้าที่อธิบายไม่เหมือนกัน หรือการจัดการเอกสาร/บัตรเลือกตั้งทำให้ประชาชนรู้สึกไม่แน่นอน ความรู้สึกเชิงลบต่อกระบวนการจะขยายตัวเร็ว และจะถูกเชื่อมโยงกลับไปยังประเด็นใหญ่คือ “โปร่งใสหรือไม่” แม้ปัญหาหน้างานบางส่วนจะเป็นเพียงความผิดพลาดเชิงบริหารจัดการ

“ความสับสน” จึงเป็นเหมือนสัญญาณที่ทำให้ประชาชนตีความว่า ระบบยังไม่มืออาชีพพอ ซึ่งสุดท้ายกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมมากกว่าที่คิด

ประเมิน กกต. ภาพรวมโน้มไปทาง “ไม่พึงพอใจ”

ผลประเมินการทำงานของ กกต. กลุ่มที่ไม่พึงพอใจรวมกัน (ไม่ค่อยพึงพอใจ 33.68% + ไม่พึงพอใจ 26.09%) มีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มพึงพอใจ ขณะที่ “พึงพอใจมาก” มีเพียง 7.32%

นัยสำคัญคือ ประชาชนจำนวนมากไม่ได้อยู่ในภาวะ “รับได้และไว้วางใจ” แต่เป็น “รับรู้ว่ามีปัญหา” และยังไม่เห็นการจัดการที่ทำให้สังคมสบายใจพอ การมีสัดส่วน “ค่อนข้างพึงพอใจ” 32.91% ยังชี้ว่ามีคนอีกกลุ่มที่พร้อมจะให้โอกาส หาก กกต. แสดงความเป็นมืออาชีพและความโปร่งใสได้ชัดขึ้น

การที่หน่วยงานกำกับเลือกตั้งถูกประเมินไม่สูง ย่อมทำให้ความกังวลเรื่องทุจริต (67.99%) ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์สังคม แต่มีฐานจากการรับรู้ต่อ “ผู้คุมกติกา” ด้วย ดังนั้นโจทย์ของ กกต. ไม่ใช่แค่การทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบ แต่ต้องทำให้ประชาชน “มองเห็น” ความถูกต้องนั้นผ่านความโปร่งใสเชิงกระบวนการและการสื่อสารที่ตรวจสอบได้

การเมือง “เหมือนเดิม” สังคมยังไม่เห็นแรงส่งเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง

กลุ่มตัวอย่าง 49.31% มองว่าการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่า “เหมือนเดิม” และ 31.52% เห็นว่า “แย่ลง” ขณะที่ “ดีขึ้น” มีเพียง 19.17% แสดงว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงบวกในสายตาประชาชน

การที่ “เหมือนเดิม” เป็นคำตอบอันดับ 1 บ่งชี้ภาวะ “ความหวังแบบมีเงื่อนไข” คือประชาชนอาจยังไม่ปฏิเสธระบบเลือกตั้ง แต่ยังไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริงในชีวิตประชาชนหรือในคุณภาพการเมือง ส่วนสัดส่วน “แย่ลง” ที่สูงกว่า “ดีขึ้น”  สะท้อนความกังวลว่าหลังเลือกตั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง การเมืองปะทะ หรือการบริหารที่ไม่ตอบโจทย์ ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง (37.94%) และการโจมตีใส่ร้าย (35.09%)

บทสรุป “จากหน่วยเลือกตั้ง สู่ความไว้วางใจต่อองค์กร และความหวังต่ออนาคตการเมือง

ประเด็นหลักของผลโพลนี้ไม่ใช่เพียง “พอใจหรือไม่พอใจ” แต่ยังสะท้อนถึงประเด็น “ความเชื่อมั่น” และ “ความหวังต่อผลลัพธ์หลังเลือกตั้ง” ซึ่งกำลังถูกบีบจากทั้งความระแวงเรื่องความเป็นธรรมและความไม่มั่นใจเรื่องนโยบายทำได้จริง

ความท้าทายหลังการเลือกตั้งอยู่ที่การฟื้นความเชื่อมั่นต่อกระบวนการ โดยเฉพาะ 3 เรื่องที่ต้องทำให้เป็นรูปธรรม ได้แก่

1) ความโปร่งใสที่ประชาชนมองเห็นได้ ไม่ใช่แค่ยืนยันด้วยคำอธิบาย
2) การลดความซับซ้อนและความสับสนในหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้ประสบการณ์ของผู้ใช้สิทธิมั่นคงและเป็นมาตรฐาน
3) ความรับผิดรับชอบหลังเลือกตั้ง ทั้งในมิติการจัดการข้อร้องเรียนและมิติการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง เพื่อไม่ให้การเมืองถูกอ่านว่า “เหมือนเดิม”

ท้ายที่สุด หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลใหม่สามารถทำให้ประชาชน “มั่นใจว่าโปร่งใส” และ “เชื่อว่าผลลัพธ์จะเกิดจริง” ได้ ความรู้สึกก้ำกึ่งในวันนี้จึงอาจเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นที่ช่วยลดความขัดแย้ง และเพิ่มความยอมรับต่อระบบการเมืองในระยะยาว

จากผลสำรวจสะท้อนถึงภาวะ “ก้ำกึ่ง” และความไม่มั่นใจในประสิทธิภาพขององค์กรอิสระ โดยกกต. น่าจะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็น ที่อาจนำไปสู่การล้มการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ซึ่งจะเห็นว่า ประชาชน พึงพอใจการทำงานของ กกต. เพียง ร้อยละ 7.32 ในขณะที่ประชาชนร้อยละ 33.68 ที่ระบุว่าไม่ค่อยพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต.   ซึ่งตรงกับสิ่งที่ประชาชน ส่วนใหญ่มีความกังวลใจเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ในประเด็นความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้ง ถึงร้อยละ 67.99  นั่นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยยังคงติดหล่มความระแวงต่อการใช้อำนาจรัฐและอิทธิพลมืดในการบิดเบือนผลคะแนน  ประชาชนเริ่มมองว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในกติกาเดิมที่ไม่เอื้อต่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง ผลสำรวจครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทย ในเรื่องความโปร่งใสที่สูง โดยเฉพาะองค์กรอิสระ อย่าง กกต. ที่ต้องทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว ลดทอนความซับซ้อนของขั้นตอนต่าง ๆ และประเด็นสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นกระบวนการได้มาซึ่ง กกต.และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจและยังสามารถมีความหวังกับการเมืองไทยที่จะเข้ามาช่วยประชาชนและผลักดันนโยบายตามที่ได้ประกาศไว้

ผศ.ดร.เบญจพร พึงไชย
ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Similar Posts