บทนำ

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,394 คน ระหว่างวันที่ 3–6 มีนาคม 2569

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

ประชาชนติดตามสถานการณ์สู้รบแต่อาจไม่รู้ข้อมูลเชิงลึก

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา รวมถึงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทย ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ติดตามข่าวการสู้รบ “บ้าง” ร้อยละ 52.65 และมีผู้ที่ ติดตามอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 29.27 สะท้อนว่าแม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นไกลจากประเทศไทย แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังคงอยู่ในสายตาของประชาชนจำนวนมาก

ในเชิงการสื่อสารสาธารณะ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความขัดแย้งระดับโลกสามารถเข้าถึงสังคมไทยได้ผ่านระบบข่าวสารระหว่างประเทศ สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้ประชาชนรับรู้ว่าความตึงเครียดในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนในอีกภูมิภาคหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม การที่คำตอบอันดับหนึ่งคือ “ติดตามบ้าง” ยังบ่งบอกว่าความสนใจของประชาชนอยู่ในระดับ รับรู้สถานการณ์ แต่ไม่ได้ติดตามเชิงลึก ซึ่งเป็นลักษณะปกติของประเด็นระหว่างประเทศที่ประชาชนจะให้ความสำคัญมากขึ้นเมื่อเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพของตนเอง

ความกังวลหลัก คือ ราคาพลังงานและค่าครองชีพ

ประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 78.91

รองลงมาคือ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพแพงขึ้น ร้อยละ 69.30 และ

ค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานในครัวเรือนสูงขึ้น ร้อยละ 63.20

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ประชาชนไทยรับรู้ผลกระทบผ่านมิติ เศรษฐกิจปากท้อง มากกว่ามิติทางการทหารหรือการเมืองระหว่างประเทศ

ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ โลกปัจจุบันมีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระบบพลังงาน ซึ่งภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการผลิตและขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวจึงสามารถทำให้ตลาดพลังงานผันผวน และส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ความกังวลของประชาชนไทยจึงมีทั้งความวิตกต่อสงครามในต่างประเทศ และรับรู้ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตประจำวัน ผ่านราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

มุมมองของประชาชนต่อความเสี่ยง “การบานปลายของสงคราม”

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 78.57 เชื่อว่าสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มจะบานปลาย ขณะที่ผู้ที่มองว่าไม่น่าจะบานปลายมีเพียงร้อยละ 14.14

ตัวเลขนี้สะท้อนการรับรู้ของสังคมต่อความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมีลักษณะเป็นความขัดแย้งหลายระดับ ทั้งการแข่งขันทางอำนาจของรัฐ การมีพันธมิตรระหว่างประเทศ และความขัดแย้งที่อาจขยายตัวเป็น สงครามตัวแทน (proxy war)

ในสายตาของประชาชน สถานการณ์ลักษณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง และอาจดึงประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จึงทำให้สังคมประเมินความเสี่ยงของการขยายตัวของสงครามไว้ในระดับสูง

บทเรียนจากสงคราม: โลกเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด

เมื่อถามถึงข้อคิดที่ได้จากสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า อันดับ 1ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่ แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งโลก (70.16%)รองลงมา ความขัดแย้งนำไปสู่ความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ (63.63%) และ
รัฐบาลควรมีแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจนและรวดเร็ว (54.16%)

คำตอบเหล่านี้สะท้อนการรับรู้เชิงโครงสร้างของประชาชนว่าโลกในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันสูง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคง

สงครามในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเหตุการณ์ที่สามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพของตลาดพลังงาน และความมั่นคงของมนุษย์ในหลายประเทศพร้อมกัน

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย: สังคมอยู่ในภาวะ “ก้ำกึ่ง”

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลไทย ผลสำรวจพบว่า

ผู้ที่ ค่อนข้างเชื่อมั่น ร้อยละ 39.10

ขณะที่ ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 37.56

ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันนี้สะท้อนว่า สังคมไทยอยู่ในภาวะ ความเชื่อมั่นแบบก้ำกึ่ง กล่าวคือ ประชาชนส่วนหนึ่งยังเชื่อว่ารัฐสามารถบริหารสถานการณ์ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกส่วนที่ยังไม่มั่นใจต่อศักยภาพของรัฐในการรับมือกับความเสี่ยงจากวิกฤตระหว่างประเทศ

สถานการณ์ลักษณะนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของการบริหารจัดการเชิงนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในด้านการสื่อสารข้อมูล การเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

บทสรุป: วิกฤตโลกกับความกังวลของสังคมไทย

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า แม้สงครามในตะวันออกกลางจะเกิดขึ้นห่างไกลจากประเทศไทย แต่ประชาชนไทยยังคงรับรู้ถึงความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ระดับโลกกับเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของตนเอง

ความกังวลต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก เป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถส่งผลกระทบต่อสังคมไทยได้โดยตรง

ในอีกด้านหนึ่ง ระดับความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาลที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายใกล้เคียงกัน ยังสะท้อนความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของรัฐในการบริหารความเสี่ยงจากวิกฤตระดับโลก

ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของภาครัฐในสถานการณ์เช่นนี้ จึงต้องติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และสื่อสารกับสังคมอย่างชัดเจน เตรียมมาตรการเชิงนโยบายที่สามารถลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง

Similar Posts