
บทนำ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,277 คน ระหว่างวันที่ 24–27 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยในมิติต่าง ๆ ผ่านตัวชี้วัดจำนวน 25 ประเด็น โดยแต่ละตัวชี้วัดให้คะแนนเต็ม 10 คะแนน เพื่อนำมาประมวลเป็นภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยในแต่ละเดือน
การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
จากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทย เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเดือน มกราคม 2569 (3.91 คะแนน) และ กุมภาพันธ์ 2569 (4.30 คะแนน) พบว่าคะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนเริ่มรับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านของสถานการณ์ทางการเมือง และมีความคาดหวังต่อทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้คะแนนภาพรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ระดับคะแนนยังอยู่ในช่วงต่ำกว่ากึ่งกลางของมาตรวัด ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไทยยังอยู่ในภาวะ “มีความหวัง แต่ยังไม่วางใจ” ต่อสถานการณ์การเมืองในระยะต่อไป
คะแนนภาพรวมปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนความคาดหวังหลังการเลือกตั้ง
การเพิ่มขึ้นของคะแนนดัชนีจาก 3.91 เป็น 4.30 คะแนน แสดงให้เห็นว่าประชาชนอาจเริ่มมีความหวังต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของประชาชนที่ระบุว่า “หวังว่ารัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศได้ดี ช่วยให้คนไทยรวยขึ้น” (24.06%) เป็นความเห็นอันดับหนึ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวยังเป็นความหวังแบบมีเงื่อนไข เพราะในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมองว่า “การเมืองไทยยังคงเหมือนเดิม” (23.65%) และ “การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคการเมืองแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย” (20.21%) ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไทยยังมีความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และยังรอดูผลลัพธ์ของการบริหารประเทศในระยะต่อไป
มิติด้านการเมืองเชิงสถาบันเริ่มฟื้นตัว
เมื่อพิจารณาในระดับตัวชี้วัด พบว่าหลายประเด็นมีคะแนนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของรัฐบาลและพรรคการเมือง เช่น ผลงานของนายกรัฐมนตรี ผลงานของรัฐบาล การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้
ตัวชี้วัดเหล่านี้มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าประชาชนเริ่มรับรู้ถึงการทำงานของฝ่ายการเมืองและคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลได้จริง ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดยังคงเป็น “การมีส่วนร่วมของประชาชน” (4.95 คะแนน) ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้คะแนนจะลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า
มิติพื้นฐานของประชาธิปไตยยังมีความเปราะบาง
แม้คะแนนภาพรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ตัวชี้วัดบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย เช่น การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิและเสรีภาพของประชาชน กลับมีคะแนนลดลงเล็กน้อยจากเดือนมกราคม สะท้อนว่าประชาชนยังมีความกังวลต่อคุณภาพของกระบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้งที่ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมของกระบวนการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดยังคงเป็นประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ได้แก่ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล (3.66 คะแนน) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน (3.81 คะแนน) การแก้ปัญหาความยากจน (3.94 คะแนน) สะท้อนว่าประชาชนยังไม่เชื่อมั่นว่ารัฐสามารถจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเมืองไทยอยู่ในช่วง “รอยต่อของความหวัง”
เมื่อพิจารณาภาพรวมของดัชนีการเมืองไทยระหว่างเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2569 จะเห็นได้ว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนสัญญาณเชิงบวกบางประการหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลใหม่และบทบาทของพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา
อย่างไรก็ตาม ระดับคะแนนที่ยังอยู่ต่ำกว่ากึ่งกลางของมาตรวัด รวมทั้งการลดลงของตัวชี้วัดด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน บ่งชี้ว่าสังคมไทยยังอยู่ในภาวะ “ความหวังที่ยังไม่มั่นคง” กล่าวคือ ประชาชนเริ่มมองเห็นทิศทางการเมืองที่อาจดีขึ้น แต่ยังต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความโปร่งใสของระบบการเมือง
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลและสถาบันทางการเมืองในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนความหวังของประชาชนให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่น” ผ่านการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน และการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสามารถตรวจสอบได้จริง
“หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยมากขึ้น โดยฝ่ายรัฐบาลแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่จากผลงานของการดำเนินนโยบายก่อนหน้านี้ที่โดดเด่น ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่สามารถปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาได้ ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นรัฐบาลได้คะแนนนิยมจนได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ประชาชนคาดหวังกับการสานต่อนโนบายผ่านการบริหารโดยมืออาชีพ และส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายค้านมีผลงานการตรวจสอบที่โดดเด่นจากพรรคประชาชน และการกลับมาของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะเป็นฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นร่วมกับพรรคประชาชน จึงส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองของฝ่ายค้านเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดการเลือกตั้งโดย กกต. ที่มีปัญหาในหลายพื้นที่ที่ประชาชนเห็นว่าไม่มีความโปร่งใสและไม่เป็นธรรม รวมทั้งความกังวลใจของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นความลับและอาจนำไปสู่โมฆะได้นั้น ส่งผลให้คะแนนดัชนีการเมืองด้านการมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด”
รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต