
บทนำ
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับภัยการเงินและการฟอกเงิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,151 คน ระหว่างวันที่ 11–14 สิงหาคม 2569
การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนประสบการณ์ ความกังวล และมุมมองของประชาชนต่อภัยทางการเงินและปัญหาการฟอกเงิน รวมถึงความคาดหวังต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาของภาครัฐ
ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทของปัญหาดังกล่าวในสังคมไทย
ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ภัยทางการเงินและการฟอกเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาที่ประชาชนสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โฆษณาเงินกู้นอกระบบ การชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย การหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงการถูกนำบัญชีไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเงิน ขณะเดียวกัน ประชาชนยังตั้งคำถามสำคัญต่อประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและความสามารถของรัฐในการจัดการกับเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง
ภัยทางการเงินใกล้ตัวกว่าที่คิด
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 48.31 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับภัยทางการเงิน ขณะที่ร้อยละ 51.69 ไม่เคยมีประสบการณ์ โดยในกลุ่มที่เคยพบเจอ ลักษณะที่พบมากที่สุด คือ การพบเห็นโฆษณาเงินกู้นอกระบบหรือการชักชวนลงทุนที่น่าสงสัย ร้อยละ 57.73 รองลงมาคือ ญาติ เพื่อน หรือคนใกล้ตัวได้รับความเสียหายจากภัยทางการเงิน ร้อยละ 57.01 และถูกหลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน ร้อยละ 29.14
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่เสี่ยงของภัยทางการเงินได้ขยายจากการตกเป็นเหยื่อโดยตรงไปสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัวประชาชน ทั้งสื่อออนไลน์ โฆษณา การลงทุน และเครือข่ายคนใกล้ชิด ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ที่เคยประสบภัย” กับ “ผู้ที่ยังไม่เคยประสบภัย” แคบลงเรื่อย ๆ
ยิ่งในปัจจุบันธุรกรรมทางการเงินสามารถทำได้ผ่านโทรศัพท์มือถือภายในเวลาไม่กี่นาที รูปแบบอาชญากรรมจึงเปลี่ยนจากการหลอกลวงแบบเดิมไปสู่การใช้เทคโนโลยี บัญชีธนาคาร และช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือ ทำให้ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
จากภัยการเงินสู่การฟอกเงิน…ปัญหาที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย
สิ่งที่น่าสนใจจากผลโพล คือ เมื่อถามถึงปัญหาการฟอกเงิน ประชาชนร้อยละ 59.77 ระบุว่า “น่ากังวลมาก” และอีกร้อยละ 34.49 มองว่า “ค่อนข้างน่ากังวล” หมายความว่า เมื่อรวมกันแล้วประชาชนมากกว่า 9 ใน 10 มองปัญหานี้ด้วยความกังวล
ความรู้สึกดังกล่าวอาจสะท้อนการรับรู้ของประชาชนว่า ปัญหาการฟอกเงินไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สามารถเชื่อมโยงกับอาชญากรรมหลายรูปแบบ ตั้งแต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บัญชีม้า การพนันออนไลน์ การหลอกลงทุน ไปจนถึงเงินที่ได้จากกิจกรรมผิดกฎหมาย เมื่อเงินเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านบัญชีหรือธุรกรรมหลายทอด การติดตามถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น
ดังนั้น การป้องกันภัยทางการเงิน การเตือนประชาชนว่า “อย่าหลงเชื่อ” จึงอาจไมเพียงพอ ดังนั้นต้องติดตามเส้นทางการเงินและจัดการเครือข่ายที่ทำให้อาชญากรรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้
ประชาชนไม่ได้มองว่ากฎหมายไม่มี แต่กังวลว่ากฎหมายเอาอยู่?
ประเด็นที่ชัดเจนประการหนึ่งของผลโพล คือ ประชาชนร้อยละ 76.11 มองว่าสาเหตุที่ปัญหาการฟอกเงินในประเทศไทยยังคงมีอยู่ มาจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ยังไม่จริงจัง ขณะที่ร้อยละ 64.55 มองว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และร้อยละ 56.13 มองว่าประชาชนบางส่วนขาดความรู้หรือยินยอมให้ขบวนการใช้บัญชี
ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างของความเชื่อมั่นต่อกลไกการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือ ในสายตาประชาชน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานรับผิดชอบ แต่อยู่ที่กฎหมายจะสามารถบังคับใช้ได้จริงเพียงใด และสามารถดำเนินการไปถึงผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายได้หรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อประชาชนตั้งข้อสงสัยถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ปัญหาการฟอกเงินจึงไม่ได้กระทบเฉพาะความปลอดภัยทางการเงิน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความไว้วางใจต่อสถาบันรัฐด้วย
ต้องจัดการตัวการใหญ่…คือสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็น
เมื่อถามถึงแนวทางที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการ ประชาชนร้อยละ 78.80 ต้องการให้ “จัดการกับตัวการใหญ่ ลงโทษอย่างหนัก กวาดล้างให้สิ้นซาก” สูงกว่าแนวทางให้ธนาคารตรวจสอบตัวตนและบัญชีผิดปกติให้เข้มงวดขึ้น ร้อยละ 63.77 และการให้ความรู้ประชาชน เพิ่มช่องทางแจ้งเหตุและช่วยเหลือผู้เสียหาย ร้อยละ 60.47
ผลดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นเฉพาะการจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อยหรือบัญชีม้าเท่านั้น แต่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่สามารถสาวไปถึงต้นทางของขบวนการ ทั้งผู้บงการ ผู้ได้รับผลประโยชน์ และเครือข่ายที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายเงิน
จึงเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐในการทำให้ประชาชนเห็นว่า การปราบปรามไม่ได้สิ้นสุดที่ปลายแถว แต่สามารถติดตามเส้นทางเงินไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้จริง เพราะการดำเนินคดีกับผู้กระทำรายย่อยจำนวนมากอาจช่วยลดปัญหาเฉพาะหน้า แต่หากโครงสร้างและเครือข่ายหลักยังคงอยู่ วงจรเดิมก็สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้
การแก้ปัญหาต้องมีทั้ง…ต้นทาง–กลางทาง–ปลายทาง
ผลโพลยังชี้ให้เห็นว่า ประชาชนไม่ได้มองการแก้ปัญหาเพียงมิติเดียว แต่ให้ความสำคัญกับทั้งการปราบปราม การป้องกันผ่านระบบธนาคาร และการสร้างความรู้ให้ประชาชน
ในเชิงการจัดการจึงอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ ต้นทาง ต้องสืบสวนและจัดการผู้บงการหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง กลางทาง ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบธุรกรรมและบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติ และ ปลายทาง ต้องสร้างความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยทางการเงิน มีช่องทางแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่าย และช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว
การทำงานทั้งสามระดับควรเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะสำนักงาน ปปง. ตำรวจ สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่รับผิดชอบอาชญากรรมออนไลน์ เพราะผลสำรวจพบว่าเมื่อประชาชนพบเบาะแสที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หน่วยงานที่นึกถึงเป็นอันดับแรก คือ สำนักงาน ปปง. ร้อยละ 42.57 รองลงมาคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร้อยละ 35.45 และศูนย์ AOC สายด่วน 1441 ร้อยละ 32.93
บทสรุป : การปราบฟอกเงิน คือ บททดสอบความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมาย
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ภัยทางการเงินได้กลายเป็นความเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัวประชาชน ขณะที่ปัญหาการฟอกเงินถูกมองว่าเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างมาก สิ่งที่ประชาชนตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐมีกฎหมายหรือไม่? แต่คือ รัฐสามารถใช้กฎหมายจัดการกับผู้กระทำผิดได้จริงหรือไม่?
ความต้องการให้จัดการตัวการใหญ่ในสัดส่วนสูงที่สุดจึงมีนัยสำคัญ เพราะสะท้อนความคาดหวังต่อความจริงจัง ความเสมอภาค และประสิทธิภาพของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย
ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาการฟอกเงินอาจไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนบัญชีที่ถูกระงับหรือจำนวนผู้กระทำผิดรายย่อยที่ถูกจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการตัดวงจรของเงินผิดกฎหมาย ตั้งแต่ต้นทางของอาชญากรรม เส้นทางการเงิน ไปจนถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง หากรัฐสามารถทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ดังกล่าวได้ ก็จะไม่เพียงช่วยลดภัยทางการเงิน แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมและการทำงานของภาครัฐได้ในระยะยาวล้ว ความเชื่อมั่นจะไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบาย หากเกิดจากคุณภาพชีวิตที่ประชาชนรู้สึกว่าดีขึ้นอย่างแท้จริง
ปัญหาการฟอกเงินไม่ใช่เพียงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็น ตัวชี้วัดประสิทธิภาพของ “หลักนิติธรรม” และความเข้มแข็งของสถาบันรัฐ เมื่อ 76.11% มองว่าปัญหาเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ไม่จริงจัง จึงสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง “กฎหมายที่มีอยู่” กับ “กฎหมาย
ที่บังคับใช้ได้จริง” ยิ่งเมื่อ 64.55% เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนอาจเกี่ยวข้องหรือละเว้นการปฏิบัติ
หน้าที่ ปัญหาจึงเชื่อมโยงถึง การทุจริตเชิงระบบและความบกพร่องของกลไกกำกับดูแล รวมทั้ง
เสียงประชาชน 78.80% ที่เรียกร้องให้จัดการ “ตัวการใหญ่” จึงชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไป
ให้ถึง ผู้บงการ เครือข่าย และโครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลัง มิใช่หยุดเพียงผู้กระทำรายย่อย
ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากการปราบปรามรายคดีไปสู่ การจัดการเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ายที่สุด หลักนิติธรรมมิใช่เพียงการมีกฎหมาย แต่คือความสามารถของรัฐในการทำให้กฎหมายอยู่เหนืออำนาจเงิน อิทธิพล และอำนาจ
เมื่อกฎหมายบังคับใช้ได้จริงและเสมอภาค การปราบปรามการฟอกเงินจึงจะเปลี่ยนจาก “
การแก้ปัญหาปลายทาง” สู่ “การตัดวงจรทุจริตที่ต้นทาง” อย่างยั่งยืนดร.งามประวัณ เอ้สมนึก
คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต