การเมืองหลังยุบสภา ความหวังเรื่องเศรษฐกิจสูง ความเชื่อมั่นยังไม่ฟื้น นักการเมืองเร่งหาเสียงเลือกตั้ง
บทนำและภาพรวมการเมือง
เดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย หลังการประกาศยุบสภาและการกำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศทางการเมืองจึงขยับเข้าสู่ “โหมดเลือกตั้ง” อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง 2,151 คน ระหว่างวันที่ 22–26 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนระดับความเชื่อมั่นทางการเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่

ดัชนีการเมืองลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความไม่มั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ผลสำรวจพบว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนธันวาคมอยู่ที่ 3.87 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน ลดลงเล็กน้อยจากเดือนพฤศจิกายนที่ได้ 3.90 คะแนน แม้การยุบสภาจะช่วยปลดล็อกความอึดอัดทางการเมืองบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดเป็น การมีส่วนร่วมของประชาชน (4.46 คะแนน) และ สิทธิ–เสรีภาพของประชาชน (4.37 คะแนน) สะท้อนการตื่นตัวทางการเมืองในช่วงก่อนเลือกตั้ง ขณะที่ตัวชี้วัดส่วนใหญ่กลับปรับลดลงเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เสถียรภาพทางการเมือง ความมั่นคงของประเทศ ผลงานของรัฐบาล และผลงานของนายกรัฐมนตรี
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใส (3.39 คะแนน) ตามด้วยการแก้ปัญหาความยากจนและการว่างงาน สะท้อนว่าประชาชนยังไม่เห็นสัญญาณเชิงบวกจากโครงสร้างการบริหารประเทศในระยะใกล้
เศรษฐกิจคือความหวังอันดับหนึ่ง แต่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญ
เมื่อถามถึงนโยบายที่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งดำเนินการมากที่สุด ประชาชนเลือก การฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ การลดค่าครองชีพและแก้ปัญหาปากท้อง และ การแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน” มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้จึงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ตัวบุคคลเริ่มเด่น แต่คะแนนยังไม่ขาด
ในคำถามที่ว่าอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป พบว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นอันดับ 1 (จากผลการสำรวจในช่วงวันที่ 22-26 ธันวาคมนี้) ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีคะแนนใกล้เคียงกันในลำดับถัดมา อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ “ยังไม่ตัดสินใจ” มีสัดส่วนถึงร้อยละ 17.02 สะท้อนว่าการแข่งขันยังเปิดกว้าง และการหาเสียงเชิงนโยบายในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีผลอย่างมาก
ความตื่นตัวทางการเมืองสูง แต่ความเข้าใจเชิงโครงสร้างยังไม่เต็มที่
แม้ประชาชนร้อยละ 78.38 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ยังพบว่าร้อยละ 37.28 ไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้สะท้อนความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความรู้ทางการเมือง และชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็น “การเลือกตั้งท่ามกลางความกังวล” มากกว่าการตัดสินใจบนฐานความเข้าใจระบบการเมืองอย่างครบถ้วน
สรุปภาพรวม: การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แต่ความเชื่อมั่นยังเปราะบาง
ดัชนีการเมืองไทยเดือนธันวาคม 2568 สะท้อนภาพการเมืองที่กำลังเคลื่อนผ่านจากความอึดอัดไปสู่ความคาดหวังใหม่ ประชาชนตื่นตัวและพร้อมใช้สิทธิ แต่ความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศยังไม่ฟื้น โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจ ความโปร่งใส และเสถียรภาพทางการเมือง
การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองหรือบุคคล หากแต่เป็นบททดสอบว่า ระบบการเมืองไทยสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความไม่แน่นอนในชีวิตของประชาชนได้จริงหรือไม่ ในช่วงเวลาที่ “ทุกคะแนนเสียง” มีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา
“ดัชนีการเมืองไทยเดือนธันวาคม 2568 มีเพียงไม่กี่ตัวชี้วัดที่ขยับเพิ่มขึ้น คือ “การมีส่วนร่วม ของประชาชน” และ “สิทธิ–เสรีภาพ” การขยับดังกล่าวมิได้สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาลเดิม หากสะท้อนการตื่นตัวของสังคมในช่วงหลังยุบสภาและก่อนเลือกตั้ง การเมืองกำลังกลับมาอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านเวทีดีเบตและการถกเถียงสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดเกือบทั้งระบบกลับปรับลดลงพร้อมกัน ภาพรวมจึงชี้ว่าประชาชนเริ่มรับรู้ว่า “รัฐบาลเดิมกำลังเอาไม่อยู่” ต่ออำนาจนอกระบบและความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง นี่คือเหตุผลเชิงลึกที่ทำให้สังคมไทยกำลังมองหา “ผู้นำทางการเมืองชุดใหม่” ทั้งนี้ แม้ประชาชนกว่า 78% จะตั้งใจไปเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมอง เป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอดมากกว่าพิธีกรรมประชาธิปไตยเพราะความต้องการอันดับต้นล้วนเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความปลอดภัย และปัญหาชายแดน สะท้อนการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการโหวตจากความกังวล มากกว่าการโหวตจากอุดมการณ์ ประชาชนเกือบหนึ่งในห้ายังลังเลต่อทางเลือกผู้นำ และที่น่ากังวลใจอย่างยิ่ง คือ กว่า 37% ยังไม่ทราบว่า สว. ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แสดงว่าประชาชนยังไม่เข้าใจบทบาทที่แท้จริงของ สว. และ นี่คือภาพของประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรมที่ ประชาชนยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างอำนาจ ดังนั้น การเลือกตั้ง 2569 จึงเป็นการทดสอบว่าระบบ การเมืองยังพาประเทศไปสู่ความมั่นคงได้จริงหรือไม่”
ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก
คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต