Print

บทนำ

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนภาพรวมความคิดเห็นของประชาชนในสถานการณ์ที่เทศกาลสำคัญของประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย

“ของแพง” ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นภาระที่เริ่มรับไม่ไหว

ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 61.32 ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก สินค้าจำเป็นแพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ร้อยละ 43.87 กังวลเรื่องการขาดแคลนสินค้า และร้อยละ 41.27 ระบุว่ายังพอรับมือได้แต่ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ภาวะของแพง” ได้เปลี่ยนจากความรู้สึกเชิงการรับรู้ ไปสู่ภาวะ “ข้อจำกัดเชิงพฤติกรรม” กล่าวคือ ประชาชนไม่ได้เพียงรู้สึกว่าสินค้าแพงขึ้น แต่เริ่มต้องปรับวิธีคิด วิธีใช้เงิน และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน

ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม สถานการณ์ลักษณะนี้บ่งชี้ว่า ครัวเรือนได้เข้าสู่ช่วง “tight budget constraint” ซึ่งทำให้การใช้จ่ายเพื่อความสุข เช่น การท่องเที่ยวหรือกิจกรรมเทศกาล ถูกลดความสำคัญลง

วิกฤตราคาน้ำมัน: ตัวแปรหลักที่กระทบ “การใช้ชีวิต”

ร้อยละ 46.70 ระบุว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน “เดือดร้อนมาก” และร้อยละ 37.74 เดือดร้อนพอสมควร

สะท้อนให้เห็นว่า “พลังงาน” ไม่ใช่เพียงต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นตัวแปรที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าโดยรวม

เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลที่ว่า “ราคาน้ำมัน” เป็นปัจจัยอันดับ 1 (55.66%) ที่มีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ จึงเห็นได้ชัดว่าพลังงานได้กลายเป็น “ตัวกำหนดพฤติกรรมทางสังคม” ในช่วงเทศกาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิกฤตพลังงานอาจจะเปลี่ยนมุมมองต่อ “สงกรานต์” จากเทศกาลแห่งการเดินทางและการใช้จ่าย ไปสู่เทศกาลที่ต้อง “คิดก่อนใช้” ก็เป็นไปได้

การปรับตัวของประชาชน: จาก “การเฉลิมฉลอง” สู่ “การประหยัด”

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 งดเดินทางไกล ร้อยละ 39.62 และเที่ยวใกล้บ้าน ร้อยละ 37.50

รูปแบบการปรับตัวนี้สะท้อน “การลดขนาดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ” (economic contraction at household level) ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการที่พึ่งพาการใช้จ่ายช่วงเทศกาล

กล่าวได้ว่า สงกรานต์ในปีนี้ไม่ได้หายไป แต่ “เปลี่ยนรูปแบบ” จากการใช้จ่ายเต็มที่ ไปสู่การใช้จ่ายแบบระมัดระวังและใกล้ตัวมากขึ้น

เงินออมถูกนำมาใช้: สัญญาณเตือนความเปราะบางทางการเงิน

ร้อยละ 47.41 ระบุว่าจะนำ “เงินออม” มาใช้ในช่วงสงกรานต์ ขณะที่บางส่วนไม่มีงบหรือไม่แน่ใจแหล่งเงิน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า “รายได้ปัจจุบันไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย”การใช้เงินออมในช่วงเทศกาล ซึ่งโดยปกติควรเป็นช่วงของการกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นการ “ดึงทรัพยากรในอนาคตมาใช้”

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือสัญญาณของความเปราะบางทางเศรษฐกิจระดับครัวเรือน ซึ่งหากยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อกำลังซื้อในระยะยาว

ความคาดหวังต่อรัฐบาล: ต้อง “จัดการของแพง” อย่างจริงจัง

กลุ่มตัวอย่างต้องการให้ควบคุมราคาสินค้าอย่างจริงจัง ร้อยละ 75.94 ช่วยค่าน้ำมัน ร้อยละ 69.34 และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ร้อยละ 58.49 ข้อเรียกร้องเหล่านี้สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียง “การช่วยเหลือระยะสั้น” แต่ต้องการ “การบริหารจัดการเชิงระบบ” รัฐบาลจึงต้องเร่งทำหน้าที่ในเชิงการบริหารจัดและออกมาตรการต่าง ๆ โดยด่วน เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะในประเด็นราคาสินค้าและพลังงาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของแรงกดดันทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงอาจกล่าวได้ว่า ความคาดหวังของประชาชนในช่วงนี้ คือ “รัฐต้องเข้ามาเป็นตัวกลางในการรักษาสมดุลค่าครองชีพ”

บทสรุป: สงกรานต์ปีนี้คือ “ภาพสะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจครัวเรือน”

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า สงกรานต์ 2569 อาจจะยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นเทศกาลแห่งความสุขเหมือนทุกปีหรือไม่ แต่เป็นช่วงเวลาที่สะท้อน “ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ” ของประชาชนไทย

ทั้งการลดกิจกรรม การใช้เงินออม และความกังวลต่อค่าครองชีพ ล้วนบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ

ในอีกด้านหนึ่ง ความคาดหวังต่อรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนว่าประชาชนมองเห็นบทบาทของรัฐในการเข้ามาบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้อย่างจริงจัง

สถานการณ์วิกฤติที่ส่งผลกระทบทั่วโลกเช่นนี้ จึงไม่เหมือนสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผ่าน ๆ มาที่ของแพงแค่ช่วงเทศกาล แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลระหว่างราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอารมณ์ของสังคมไทยในระยะต่อไป

Similar Posts