
บทนำ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศเรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย” ประจำเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2569 (กลุ่มตัวอย่างเดือนพฤษภาคม 2,166 ตัวอย่าง เดือนมิถุนายน 2,054 ตัวอย่าง) เพื่อสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองไทยผ่านตัวชี้วัด 25 ประเด็น ครอบคลุมทั้งการทำงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต โดยแต่ละตัวชี้วัดมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน
การสำรวจใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า แม้ดัชนีภาพรวมในเดือนมิถุนายนจะปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.66 เป็น 3.69 คะแนน แต่ยังอยู่ต่ำกว่า 4 คะแนน แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ และการฟื้นตัวของความรู้สึกเชิงบวกยังเกิดขึ้นเพียงบางประเด็นเท่านั้น
ดัชนีขยับขึ้น แต่ยังไม่ใช่ “จุดเปลี่ยน”
หลังจากเดือนพฤษภาคม ดัชนีการเมืองไทยลดลงจาก 3.79 เหลือ 3.66 คะแนน เดือนมิถุนายนกลับขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นเพียง 0.03 คะแนน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ถึงความพยายามของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งได้รับการชื่นชอบมากที่สุดในเดือนมิถุนายน (62.37%) แต่การเพิ่มขึ้นของดัชนีมีเพียงเล็กน้อย จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน
เศรษฐกิจยังเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของประชาชน
แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ แต่ตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจยังคงอยู่ในกลุ่มคะแนนต่ำที่สุด ได้แก่
- สภาพเศรษฐกิจโดยรวม 3.37 คะแนน
- ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ 3.49 คะแนน
- ราคาสินค้า 3.23 คะแนน
- การแก้ปัญหาความยากจน 3.27 คะแนน
สะท้อนว่า แม้ประชาชนจะรับรู้ถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ แต่ยังไม่รู้สึกว่าปัญหาเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ความรู้สึกของประชาชนต่อเศรษฐกิจยังคงเป็นลบ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อออกมาอย่างต่อเนื่อง
ความนิยมต่อนโยบาย ไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้น
ผลสำรวจ พบว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ได้รับการชื่นชอบเพิ่มขึ้นจาก 56.83% ในเดือนพฤษภาคม เป็น 62.37% ในเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม คะแนน “ผลงานรัฐบาล” กลับลดลงจาก 3.81 เหลือ 3.70 คะแนน และคะแนน “ผลงานนายกรัฐมนตรี” ลดลงจาก 3.68 เหลือ 3.61 คะแนน
สะท้อนว่า ประชาชนแยกการประเมินมาตรการเฉพาะเรื่อง ออกจากความสามารถในการบริหารประเทศโดยรวม
กล่าวคือ แม้มาตรการช่วยเหลือจะได้รับการตอบรับในเชิงบวก แต่ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนภาพรวมความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล
ฝ่ายค้านยังได้คะแนนสูง เพราะบทบาทการตรวจสอบ
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาดัชนีผลงานฝ่ายค้าน ยังคงเป็นตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงที่สุด แม้ว่าคะแนนจะลดลงเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนมิถุนายนเป็น 4.17 คะแนน
ขณะเดียวกัน ผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด คือ
- การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport
- การอภิปรายร่างงบประมาณปี 2570
- การติดตามตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน
สะท้อนว่า ประชาชนยังให้ความสำคัญกับบทบาทตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่แพ้บทบาทของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลใช้งบประมาณขนาดใหญ่และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ
ปัญหาเดิมยังเป็น “แผลเรื้อรัง” ของการเมืองไทย
แม้บางตัวชี้วัดจะปรับดีขึ้น แต่ปัญหาที่ประชาชนให้คะแนนต่ำที่สุดยังแทบไม่เปลี่ยน ได้แก่
- การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล
- การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
- การว่างงาน
- ราคาสินค้า
- ความยากจน
ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน จึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงไม่กี่เดือน ทำให้ประชาชนยังคงประเมินการเมืองไทยในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป : ดัชนีที่ดีขึ้น อาจยังไม่ใช่ความเชื่อมั่นที่กลับมา
ผลสำรวจตลอดสองเดือนสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองของประชาชนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับเปราะบาง การเพิ่มขึ้นของดัชนีในเดือนมิถุนายนเป็นผลจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพที่ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกในระยะสั้น ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริต ความยากจน และยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ยังคงเป็นข้อกังวลสำคัญที่ฉุดรั้งระดับความเชื่อมั่นไว้
กล่าวได้ว่า ดัชนีการเมืองไทยในช่วงนี้สะท้อนว่า ประชาชนยังอยู่ในภาวะยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์เท่าใดนัก รัฐบาลยังมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นได้ หากสามารถเปลี่ยนมาตรการระยะสั้นให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง และเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นจะไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบาย หากเกิดจากคุณภาพชีวิตที่ประชาชนรู้สึกว่าดีขึ้นอย่างแท้จริง
“ รศ.ดร.รุ่งเทพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุผลของการที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลง มองว่ามาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา
กับอิหร่านที่ประชาชนให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่าจะเป็นในทิศทางใด โดยส่วนใหญ่ประชาชนพิจารณาในประเด็นของการช่วยเหลือว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน
ใดที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด แต่ท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่า เป็นการฉวยโอกาสของรัฐบาลในการหาประโยชน์จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้ และมองว่ามาตรฐานการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งยังไม่มีแนวคิดที่สร้างความเชื่อมั่นในการดึงดูดผู้ที่สำหรับประชาชนได้ สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนดีที่สุดนั้น เพราะว่าสามารถสร้างแรงจูงใจจากโครงการไทยช่วยไทยที่เป็นโครงการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการ
ที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการพยุงคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีนี้ออกไปได้อีกครั้ง “รองศาสตราจารย์ ดร.รุ่งเทพ คงฤทธิ์ระจัน
รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
“ผศ.ดร.อนุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้น
เล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายบรรเทาทุกข์ระยะสั้นของรัฐบาล เช่น ไทยช่วยไทยพลัส แต่ในทาง
กลับกันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของการสำรวจ
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีคะแนนลดลงเช่นเดียวกัน ในขณะที่ผลงานของฝ่ายค้านมีความโดดเด่นสูงสุดจากการสำรวจครั้งนี้
ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นสภาวะที่ฝ่ายบริหารต้องพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความนิยมที่มีต่อรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management Strategy) และยกระดับระบบธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแล้วในระยะต่อ ๆ ไป หลังจากนี้รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุภาพ รักษ์สุวรรณ
รองคณบดีฝ่ายวิชาการและนวัตกรรม
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต