
บทนำ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน ระหว่างวันที่ 11–13 มีนาคม 2569
การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
การสำรวจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความกังวลของประชาชนต่อข่าวการปรับขึ้นของราคาพลังงาน พฤติกรรมการปรับตัวของประชาชน รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการของรัฐบาลในการรับมือกับสถานการณ์พลังงานและผลกระทบด้านค่าครองชีพ
ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทโลก การเมือง และความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย
พลังงานกลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน
ผลสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความกังวลต่อข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน โดย
กังวลมาก ร้อยละ 45.88
ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10
เมื่อรวมกันแล้วมีกลุ่มตัวอย่างเกือบ ร้อยละ 90 ที่มีความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พลังงานกำลังกลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่ประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการขนส่ง การผลิตสินค้า และการใช้ชีวิตประจำวัน
เมื่อราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดเฉพาะค่าเชื้อเพลิง แต่สามารถขยายไปสู่ ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพโดยรวม ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
ประชาชนปรับตัวด้วยการประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการรับมือกับสถานการณ์พลังงาน พบว่า ส่วนใหญ่เลือกปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อลดการใช้พลังงาน
อันดับแรกคือ ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น (69.93%) รองลงมาคือ วางแผนเส้นทางหรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ (64.59%) ติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ (58.35%) ลดการใช้เครื่องปรับอากาศหรือปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม (53.01%) ทำงานแบบ Work from Home เพื่อลดการเดินทาง (35.63%)
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักด้านพลังงานและพร้อมปรับพฤติกรรมเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นลักษณะของการปรับตัวในระดับครัวเรือน
ในเชิงสังคม การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ยังสะท้อนแนวโน้มของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (energy efficiency) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของนโยบายพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก
ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจ พบว่า
มีเงินสำรองฉุกเฉิน 1–3 เดือน ร้อยละ 30.51
ไม่ถึง 1 เดือน ร้อยละ 26.50
ไม่มีเงินสำรองเลย ร้อยละ 16.70
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากมีความเปราะบางทางการเงินค่อนข้างสูง หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
ในภาพรวมจึงอาจสะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้เพียง “ระยะสั้น” เท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานสามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนได้อย่างรวดเร็ว
ความคาดหวังต่อมาตรการของรัฐบาล
เมื่อถามถึงมาตรการที่ประชาชนต้องการจากรัฐบาล พบว่า อันดับ 1 ตรึงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด (71.05%) รองลงมาคือ เข้มงวดการกักตุนสินค้าและการขายราคาไม่เป็นธรรม (59.69%) เพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ (51.22%) เร่งหาแหล่งนำเข้าพลังงานใหม่ (48.55%) สื่อสารข้อมูลสถานการณ์พลังงานอย่างโปร่งใส (47.88%)
คำตอบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนคาดหวังบทบาทของรัฐทั้งในด้านการควบคุมราคา การบริหารความมั่นคงด้านพลังงาน และการสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม มาตรการตรึงราคาพลังงานมักมีต้นทุนทางการคลังสูง รัฐบาลจึงต้องพิจารณาสมดุลระหว่าง การบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน กับความยั่งยืนทางการเงินของรัฐ
บทสรุป: พลังงานกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจของสังคมไทย
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวันของประชาชน
ความกังวลต่อราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การปรับตัวของครัวเรือนเพื่อประหยัดพลังงาน และความคาดหวังต่อมาตรการของรัฐบาล ล้วนสะท้อนว่าพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อ ค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงาน รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเชิงนโยบายที่สามารถลดผลกระทบต่อประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นการบริหารกลไกราคา การเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน การควบคุมราคาสินค้า หรือการสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุสโดยอิหร่าน ได้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้น แนวโน้มดังกล่าวทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงาน ประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก แต่จากผลโพลพบว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลย โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงการควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลัก แต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคา ดังนั้น การสื่อสารที่โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงข้อจำกัดและเงื่อนเวลาที่เหมาะสมของมาตรการดังกล่าวเพื่อวางแผนรับมือต่อความผันผวนในอนาคตก็นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต