
บทนำ
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังต่อรัฐบาลและฝ่ายค้าน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,456 คน ระหว่างวันที่ 17–20 มีนาคม 2569
การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ภายใต้บริบทของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และวิกฤติพลังงานที่กำลังส่งผลต่อสังคมไทยในปัจจุบัน
ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลต้อง “แก้ปัญหาได้จริง” และบริหารวิกฤติให้ได้
ผลสำรวจสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นจากฝ่ายรัฐบาลมากที่สุดคือ การบริหารจัดการในภาวะวิกฤติได้ดี (72.94%) รองลงมาคือ การทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง (66.76%) และ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (65.45%)
ผลโพลสะท้อนว่าความคาดหวังของประชาชนนอกจากจะเป็นความต้องการเชิงนโยบายแล้ว ยังเต็มไปด้วยคาดหวังต่อ “ศักยภาพในการบริหาร” โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายในและสถานการณ์โลก ในเชิงโครงสร้างสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับ ความชอบธรรมที่เกิดจากผลงานของรัฐบาล (performance-based legitimacy) มากกว่าความนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
ระดับความคาดหวังต่อรัฐบาล: “ค่อนข้างหวัง แต่ยังไม่มั่นใจเต็มที่”
เมื่อพิจารณาระดับความคาดหวังต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชน ค่อนข้างคาดหวัง (39.15%) และ คาดหวังมาก (28.91%) รวมกันกว่า 68% ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยัง ไม่ค่อยคาดหวัง (24.24%) และ ไม่คาดหวัง (7.70%)
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนลักษณะของสังคมที่อยู่ในภาวะที่ประชาชนยังให้โอกาสรัฐบาลใหม่ในการพิสูจน์ผลงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความระมัดระวังจากประสบการณ์ในอดีต จึงอาจกล่าวได้ว่าความคาดหวังในครั้งนี้เป็นความหวังแบบมีเงื่อนไขที่ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์การทำงานในระยะสั้น
ฝ่ายค้านต้อง “ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์” ไม่ใช่เล่นการเมือง
ในส่วนของฝ่ายค้าน ประชาชนต้องการเห็นบทบาทที่ชัดเจน คือ ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ (75.62%) รองลงมาคือ ติดตามและเปิดเผยปัญหา (62.16%) และ เป็นปากเสียงแทนประชาชน (56.18%)
ผลส่วนนี้สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านในฐานะ “คู่ขัดแย้ง” แต่ต้องการฝ่ายค้านในฐานะ กลไกตรวจสอบที่มีคุณภาพ ในมุมมองทางการเมือง นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากฝ่ายค้านเชิงเผชิญหน้า (confrontational opposition) ไปสู่ฝ่ายค้านเชิงสร้างสรรค์ (constructive opposition) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ
ความคาดหวังต่อฝ่ายค้านสูงกว่ารัฐบาลเล็กน้อย
ผลสำรวจพบว่า ประชาชน ค่อนข้างคาดหวังต่อฝ่ายค้าน (50.83%) และ คาดหวังมาก (23.17%) รวมกว่า 73% ตัวเลขนี้สูงกว่าความคาดหวังต่อรัฐบาลเล็กน้อย สะท้อนว่าประชาชนมองฝ่ายค้านเป็น “ความหวังในการถ่วงดุลอำนาจ” ในอีกมิติหนึ่ง อาจตีความได้ว่าความคาดหวังต่อฝ่ายค้านเป็นความคาดหวังจากการที่เห็นผลงานที่ผ่านมา รวมถึงคะแนนจากดัชนีผลงานฝ่ายค้านจากดัชนีการเมืองไทยแต่ละเดือนที่มีคะแนนอยู่ในระดับที่ดีปานกลางต่อเนื่อง ประชาชนจึงสามารถตั้งความหวังได้มากขึ้น
“เสียงถึงนายกฯ” สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจเป็นวาระหลัก
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากบอกนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับ 1 คือ แก้ปัญหาน้ำมันแพงและวิกฤติพลังงาน (44.71%) รองลงมาคือ ซื่อสัตย์สุจริต ทำเพื่อประชาชน (39.29%) และ แก้ปัญหาค่าครองชีพ (34.13%) คำตอบเหล่านี้สะท้อนว่า “เศรษฐกิจปากท้อง” ยังคงเป็นประเด็นหลักของสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้น ในเชิงนโยบายผลส่วนนี้สะท้อนสัญญาณว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับประชาชนด้วย
บทสรุป: ความคาดหวังสูง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน
ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ประชาชนมีความคาดหวังต่อทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในระดับสูง โดยต้องการเห็นรัฐบาลทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาได้จริง และบริหารวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องการฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ
เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นได้ว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่บทบาทใหม่ หากแต่เป็น “มาตรฐานการทำงานทางการเมืองที่ควรจะเป็น” ได้แก่ การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ความโปร่งใส และการตรวจสอบที่มีคุณภาพ
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมือง แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการทำงานจริงในบริบทที่เศรษฐกิจและสถานการณ์โลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
จากการที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นถึงตำแหน่งรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อเค้าบานปลายออกไปเรื่อย ๆ และย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาล ทั้งนี้ประชาชนอยากเห็นบทบาทการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติของรัฐบาลมากที่สุดถึง 72.94% ซึ่งต้องยอมรับว่ายากที่จะผ่านพ้นไปได้และความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่ ประชาชนมีความมั่นใจเพียง 39.15 % ขณะที่ฝ่ายค้านประชาชนคาดหวังถึงบทบาทการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ที่ต่างจากอดีตที่มักทำหน้าที่ฝ่ายแค้นและมุ่งทำลายรัฐบาลมากกว่าปัญหาจากการทำงาน โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการบอกไปถึงนายกอนุทิน คือ “น้ำมันแพงและความกังวลต่อวิกฤติพลังงาน” ที่กระทบต่อประชาชนและรัฐบาลทั่วโลก สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตัวแปรที่รัฐบาลพยายามควบคุมและใช้องคาพยพที่มีทั้งหมดในการแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์จะรุกลามหรือยืดเยื้อออกไปอีกนานเท่าใด เพราะนั่นหมายถึง อายุของรัฐบาลใหม่ที่กำลังจัดตั้งด้วย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต