บทนำ

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีครูไทย ปี 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,094 คน สำรวจระหว่างวันที่ 16–26 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนระดับความเชื่อมั่นของสังคมไทยต่อวิชาชีพครู ผ่านตัวชี้วัด 20 ประเด็น ครอบคลุมทั้งมิติบุคลิกภาพ คุณธรรม จริยธรรม สมรรถนะวิชาชีพ การพัฒนาตนเอง และการปรับตัวต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้จัดทำ ดัชนีครูไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 และดำเนินการสำรวจอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดย ปี 2568 นับเป็นปีที่ 21 ของการจัดทำดัชนีดังกล่าว ดัชนีครูไทยจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนทัศนะของสังคมต่อวิชาชีพครูในแต่ละช่วงเวลา และช่วยชี้ให้เห็นทั้งพัฒนาการ จุดแข็ง และความท้าทายของครูไทยในเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน ทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค ผลโพลจึงสะท้อน “ภาพรวมความรู้สึกของประชาชน” ต่อครูไทยในรอบปีที่ผ่านมา มากกว่าการประเมินเชิงลึกในระดับสถานศึกษาหรือรายบุคคล ทั้งนี้สวนดุสิตโพลร่วมวิเคราะห์ผลโพลกับนักวิชาการจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อช่วยอธิบายความหมายของตัวเลข และชี้ให้เห็นนัยสำคัญของผลการสำรวจในเชิงนโยบายและการพัฒนาวิชาชีพครู ตลอดจนสะท้อนประเด็นเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการทำงานและคุณภาพชีวิตของครูไทยในบริบทปัจจุบัน อันจะเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในระยะต่อไป

ศรัทธาที่ยังไม่หายไป

ภาพรวมของดัชนีครูไทย ปี 2568 บอกเล่าเรื่องหนึ่งได้ชัดเจน คือ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมที่ยังคงอยู่ คะแนนเฉลี่ยของดัชนีทั้งชุดอยู่ที่ 8.00 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 7.94 คะแนน แม้ตัวเลขจะขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ในบริบทที่ระบบการศึกษาเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาพของครูในสายตาสังคมยังไม่สั่นคลอน ความเชื่อมั่นที่ยังคงอยู่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการที่ครูไทยยังคงยืนอยู่ในบทบาทที่สังคมคาดหวัง แม้จะต้องแบกรับภาระมากขึ้นในแต่ละปี

ความเป็นครูในแบบที่สังคมอยากเห็น

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด ตัวเลขจะพาเราไปเห็นภาพครูในอุดมคติของสังคม ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุดยังคงเป็นเรื่องพื้นฐานของความเป็นครู ตัวชี้วัดด้านบุคลิกภาพและการแต่งกายที่เหมาะสมกับอาชีพได้คะแนนสูงสุดที่ 8.27 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 8.22 คะแนน ถัดมาคือมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและการเข้ากับผู้อื่นได้ ซึ่งได้ 8.24 คะแนน เพิ่มขึ้นจาก 8.08 คะแนน และความเมตตา ความโอบอ้อมอารี ได้ 8.19 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า สิ่งที่สังคมยังคงยึดโยงกับคำว่า “ครู” คือความเป็นคนที่น่าเคารพ น่าเข้าใกล้ และน่าเชื่อถือ มากกว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น ความรักในวิชาชีพครูและการยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ ยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนนด้านจรรยาบรรณขยับจาก 7.75 คะแนนในปีก่อน มาอยู่ที่ 7.95 คะแนนในปีนี้ ภาพรวมของตัวเลขในกลุ่มนี้จึงสะท้อนว่า ศรัทธาของสังคมต่อครูไทยยังหยั่งรากอยู่บนคุณค่าทางจริยธรรมและจิตวิญญาณความเป็นครูเป็นสำคัญ

ครูที่พยายามเดินให้ทันโลก

นอกจากภาพของครูในฐานะแบบอย่างทางคุณค่าแล้ว อีกภาพหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นในช่วงหลัง คือ ภาพของครูที่พยายามปรับตัว สะท้อนผ่านตัวชี้วัดด้านการใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมเพิ่มขึ้นเป็น 8.10 คะแนน จากปีก่อนที่อยู่ที่ 8.06 คะแนน ขณะที่ความทันสมัยและการรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ได้ 8.14 คะแนน

เมื่อเชื่อมโยงกับผลสำรวจจุดเด่นของครูไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งมองว่าการใช้เทคโนโลยีและ AI คือจุดแข็งสำคัญของครูไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 56.30 ภาพครูในสายตาสังคมวันนี้จึงไม่ใช่เพียงผู้สอนหน้าชั้น แต่คือผู้จัดการการเรียนรู้ที่พยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้เรียนเข้าด้วยกัน ท่ามกลางข้อจำกัดที่มีอยู่จริง

ทำงานเป็นทีมมากขึ้น แต่ยังต้องการแรงหนุน

บทบาทของครูในวันนี้ไม่ได้อยู่ลำพังเหมือนในอดีต ตัวชี้วัดด้านการทำงานเป็นทีมเพิ่มจาก 7.87 คะแนน เป็น 8.08 คะแนน ขณะที่ด้านภาวะผู้นำ การกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้าเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.97 คะแนน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนเริ่มเห็นบทบาทครูในฐานะผู้ทำงานร่วมกับเพื่อนครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และชุมชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คะแนนในกลุ่มนี้ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับด้านคุณลักษณะเชิงคุณธรรม บอกเป็นนัยว่ายังมีพื้นที่ให้ระบบการศึกษาเข้ามาช่วยเสริมทักษะการทำงานเชิงทีมและภาวะผู้นำให้กับครูได้อีกมาก

ภาระงานที่ (ยัง) บั่นทอนพลัง

เมื่อมองอีกด้านหนึ่งของตัวเลข จะพบว่าบางตัวชี้วัดเริ่มชะลอตัวลง ตัวชี้วัดด้านการพัฒนางานอย่างต่อเนื่องลดจาก 8.14 คะแนน เหลือ 8.12 คะแนน การดูแลสุขภาพกายและใจลดจาก 8.04 คะแนน เหลือ 8.00 คะแนน และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ลดลงมาอยู่ที่ 7.79 คะแนน

แนวโน้มนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่มองว่าภาระงานมากและไม่มีเวลาเป็นจุดด้อยอันดับหนึ่งของครูไทย โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49.28 รองลงมาคือการขาดงบประมาณสนับสนุนที่ร้อยละ 44.99 และปัญหาหนี้สินที่ร้อยละ 40.97 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าภาระที่อยู่นอกห้องเรียนอาจกำลังบั่นทอนพลังการทำงานและการดูแลตนเองของครูอย่างเงียบ ๆ

เรื่องเงินที่ยังเป็นแผลเดิม

ตัวชี้วัดด้านความประหยัดและการไม่มีหนี้สินยังคงเป็นคะแนนต่ำสุดของดัชนี โดยได้เพียง 7.44 คะแนน ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 7.54 คะแนน และเป็นคะแนนต่ำสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน

ภาพนี้สะท้อนว่าความมั่นคงทางการเงินยังเป็นโจทย์ใหญ่ของครูไทย และไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ได้ด้วยวินัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เชื่อมโยงกับรายได้ สวัสดิการ และโครงสร้างการดูแลบุคลากรในระบบการศึกษาโดยรวม

สิ่งที่ประชาชนอยากบอกครู คาดหวังเชิงคุณค่า

เสียงสะท้อนจากผลดัชนีครูไทย พบว่า สิ่งที่อยากบอกครูไทยมากที่สุดคือ ยึดมั่นในวิชาชีพครู เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กนักเรียน ร้อยละ 47.12 รองลงมาคือ ครูคือผู้ให้ ผู้เสียสละ ร้อยละ 45.55 และ รับฟังและเข้าใจนักเรียน ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม ร้อยละ 42.76 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าสังคมไทยยังคงผูกโยงบทบาทครูกับคุณค่าทางศีลธรรมและจริยธรรมในระดับสูง ควบคู่ไปกับความคาดหวังด้านทักษะและสมรรถนะวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังดังกล่าวควรดำเนินควบคู่กับการสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้ภาระความคาดหวังตกอยู่ที่ตัวครูเพียงฝ่ายเดียว

บทสรุป: คะแนนสูงสะท้อนศรัทธา แต่ระบบยังต้องหนุนเสริม

ภาพรวมผลโพลดัชนีครูไทย ปี 2568 แสดงให้เห็นว่าครูไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมในระดับสูง โดยเฉพาะในมิติบุคลิกภาพ คุณธรรม และการปรับตัวด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน คะแนนที่ชะลอตัวในบางตัวชี้วัด และเสียงสะท้อนเรื่องภาระงาน งบประมาณ และปัญหาหนี้สิน ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายสำคัญของวิชาชีพครูไม่ได้อยู่ที่ตัวครูเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างระบบการศึกษาและการจัดการเชิงนโยบาย

ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลโพลสามารถเป็น “โจทย์การศึกษา” ในสายตาประชาชนที่สังคมคาดหวังให้พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาวิชาชีพครูอย่างเป็นระบบ และการดูแลความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครู

นโยบายด้านการศึกษาที่จะถูกนำเสนอในช่วงหาเสียงไม่ควรเป็นแค่การการประกาศเป้าหมายเชิงอุดมการณ์  แต่ควรจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความเข้าใจปัญหาการทำงานจริงของครู และความสามารถของพรรคการเมืองในการเปลี่ยน “ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อครูไทย” ให้กลายเป็นระบบสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม หากนโยบายสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ครูไทยจะยังคงเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในระยะยาวภายใต้รัฐบาลชุดใหม่

“ผลสำรวจดัชนีครูไทย ปี 2568 สะท้อนภาพรวมความเชื่อมั่นของสังคมต่อวิชาชีพครูในทิศทางที่เป็นบวก โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 8.00 แสดงให้เห็นว่าครูไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านบุคลิกภาพ มนุษยสัมพันธ์ และความเป็นแบบอย่างที่เหมาะสม นอกจากนี้ ครูไทยมีจุดเด่นด้านการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของครูไทยในการปรับตัวเข้าสู่บริบทการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาประเด็นเชิงโครงสร้างยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะภาระงานที่มากเกินไป การขาดแคลนงบประมาณสนับสนุน และปัญหาหนี้สิน ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสมรรถนะการทำงานของครูในระยะยาว บ่งชี้ถึงความจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเชิงนโยบาย ทั้งการลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน การจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาวิชาชีพอย่างเป็นระบบ และการส่งเสริมสวัสดิการรวมถึงการพัฒนาทักษะชีวิตทางการเงินของครู ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางวิชาชีพและยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศอย่างยั่งยืน”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีณัฐ สกุลหอม
คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Similar Posts