บทนำ

สวนดุสิตโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,232 คน สำรวจระหว่างวันที่ 16–19 ธันวาคม 2568 สะท้อนบรรยากาศการเมืองไทยที่กำลังขยับเข้าสู่ช่วงก่อนเลือกตั้ง แม้วันเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้นจริง ผลสำรวจช่วยสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในช่วงขณะเวลาที่สำรวจ ในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกพรรค การเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และตัวบุคคลที่อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

ผลโพลไม่ได้ใช้ทำนายผลการเลือกตั้งล่วงหน้าได้โดยตรง แต่ใช้เพื่ออ่าน “ทิศทางความรู้สึก” ของประชาชนในช่วงเวลาที่ดำเนินการสำรวจเท่านั้น

ทั้งนี้สวนดุสิตโพลร่วมวิเคราะห์ผลโพลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่อช่วยอธิบายความหมายของตัวเลข และชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในระยะต่อไป

พรรคประชาชนยังนำ แต่ไม่นิ่ง

ผลโพล พบว่า หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชนเป็นอันดับ 1 ทั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ร้อยละ 24.55 และการเลือก สส.เขต ร้อยละ 23.48 รองลงมาคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ตามลำดับ

คะแนนนำของพรรคประชาชนสะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคการเมืองที่สื่อสารภาพการเปลี่ยนแปลงได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ช่องว่างคะแนนกับพรรคอันดับถัดมายังไม่ห่างมากนัก ทำให้การแข่งขันยังเปิดกว้าง และยังไม่สามารถมองว่าเป็น “ชัยชนะที่ปิดเกม” ได้ในระยะนี้

เพื่อไทยรีแบรนด์ได้ผลบางส่วน ฐานเดิมยังเป็นกำลังหลัก

พรรคเพื่อไทยได้คะแนนนิยมอันดับ 2 ทั้งในบัญชีรายชื่อ ร้อยละ 21.62 และการเลือก สส.เขต ร้อยละ 21.53 โดยยังคงได้รับการสนับสนุนสูงในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ รวมถึงในหลายพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน

คะแนนดังกล่าวสะท้อนว่า การปรับภาพลักษณ์และการนำเสนอตัวบุคคลใหม่ช่วยประคองและดึงคะแนนกลับมาได้ระดับหนึ่ง แต่แรงส่งยังคงพึ่งพาฐานเสียงเดิมเป็นหลัก หากต้องการขยับขึ้นเป็นผู้นำ จำเป็นต้องสร้างจุดขายใหม่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นกลางและคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ภูมิใจไทยคะแนนลด แต่ยังมีพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนิยมอันดับ 3 ทั้งในระดับพรรคและการเลือก สส.เขต โดยมีคะแนนร้อยละ 17.74 และ 16.04 ตามลำดับ

แม้แนวโน้มคะแนนจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ฐานเสียงเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรและต่างจังหวัด ยังทำให้พรรคภูมิใจไทยคงบทบาทเป็น “พรรคตัวแปร” ที่มีอำนาจต่อรองสูง หากสามารถรักษาพื้นที่เดิมและขยายฐานใหม่ได้ทันช่วงโค้งสุดท้าย

นายกฯ ในสายตาประชาชน สะท้อนภาพเดียวกับคะแนนพรรค

ผลโพลระบุว่า บุคคลที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 23.97 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 21.95 และ อนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 16.25

ผลดังกล่าวสะท้อนความสอดคล้องระหว่างคะแนนนิยมระดับพรรคและตัวบุคคล โดยประชาชนยังคงมองหาผู้นำที่ให้ภาพความเปลี่ยนแปลงควบคู่กับความสามารถในการบริหารจัดการประเทศ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 15.28 แสดงให้เห็นว่าภาพผู้นำยังสามารถเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

กลุ่มยังไม่ตัดสินใจ คือ “ตัวแปรสำคัญ” ของการเลือกตั้ง

ทั้งการเลือกพรรค การเลือก สส. และการเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ยังมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจ

กลุ่มนี้สะท้อนความรู้สึก “รอดูช่วงใกล้เลือกตั้ง” มากกว่าการยึดโยงกับพรรคหรือบุคคลใดเป็นพิเศษ ปัจจัยอย่างเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ภัยพิบัติ และความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางคะแนนนิยมได้ในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง

บทสรุป “การเลือกตั้งอยู่ช่วงตั้งต้น ผลยังไม่ล็อก”

ภาพรวมผลโพลชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน ฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อมั่นเป็นฐาน อีกฝ่ายมีความสดใหม่เป็นแรงส่ง และอีกฝ่ายยังมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรและพื้นที่

การช่วงชิง “จังหวะและความเชื่อมั่น” จากนี้ไปจึงเป็นการบ้านสำคัญของทุกพรรคการเมือง เพื่อเปลี่ยนคะแนนนิยมเชิงทิศทางให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง

แนวโน้มการตัดสินใจของประชาชนไทยต่อการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกหล่อหลอมด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง และ ความต้องการความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่จับต้องได้จริง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้น ในช่วงปี 2568 ทั้งความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและภัยธรรมชาติ เมื่อแยกเป็นประเด็นย่อยต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง พบว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยและการเสนอทางออกใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ขณะที่การเลือก สส. แบบแบ่งเขตยังเป็นพื้นที่ของการพึ่งพาและความไว้วางใจในตัวบุคคล ผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเป็นที่พึ่งพาในยามวิกฤตหรือมีการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มักจะได้รับความนิยมสูงกว่ากระแสพรรคเพียงอย่างเดียว ส่วนการเลือกผู้นำประเทศ ประชาชนยังคงมองหาบุคคลที่มีส่วนผสมของความรอบรู้เท่าทันโลกยุคดิจิทัลและมีความสามารถในการบริหารจัดการปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนอย่างเบ็ดเสร็จ

ผศ.อัญชลี รัตนะ
โรงเรียนกฎหมายและการเมือง
มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

Similar Posts