Print

บทนำ

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 12–15 พฤษภาคม 2569

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมุมมองและความรู้สึกของประชาชนต่อทิศทางการบริหารประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญของสังคมไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ และความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เศรษฐกิจ” ยังคงเป็นประเด็นหลักที่กำหนดความคาดหวังและระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ราคาพลังงาน หนี้สินครัวเรือน หรือภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนในชีวิตประจำวัน

“ค่าครองชีพ” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล

ผลสำรวจ พบว่า สิ่งที่อยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ การลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน และราคาสินค้า ร้อยละ 77.97% รองลงมาคือ การแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78% และการปราบทุจริต บริหารงานอย่างโปร่งใส ร้อยละ 63.08%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “เรื่องปากท้อง” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ประชาชนใช้ประเมินการทำงานของรัฐบาล เพราะในช่วงที่ผ่านมา แม้หลายภาคส่วนจะพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ขณะที่ต้นทุนชีวิตประจำวันกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าจำเป็น กอปรกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานยิ่งสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการอื่น ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

จึงอาจกล่าวได้ว่า สำหรับประชาชนในวันนี้ “รัฐบาลที่ดี” ไม่ได้วัดจากการประกาศนโยบายขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถทำให้ประชาชน “รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง” โดยจะต้องมีผลงานที่จับต้องได้ เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ประชาชน “รอดูผลงาน” มากกว่าคาดหวังเต็มที่

เมื่อถามถึงระดับความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ระบุว่า “ไม่ค่อยคาดหวัง” ขณะที่ร้อยละ 31.06 “ค่อนข้างคาดหวัง” และร้อยละ 23.45 “ไม่คาดหวังเลย” ส่วนผู้ที่ “คาดหวังมาก” มีเพียงร้อยละ 12.33

ผลสำรวจในลักษณะนี้สะท้อนว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังไม่มั่นใจมากพอที่จะฝากความหวังไว้อย่างเต็มที่

สาเหตุสำคัญอาจมาจากประสบการณ์ทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนคุ้นชินกับนโยบายหรือคำสัญญาจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ได้อย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนจำนวนมากเลือกที่จะรอดูผลงานมากกว่าการให้ความไว้วางใจทันที

ในเชิงการเมือง แม้รัฐบาลจะยังมีโอกาสสร้างคะแนนนิยมได้ (จากนโยบายประชาชนนิยมต่าง ๆ ) แต่หากการดำเนินงานไม่สามารถตอบโจทย์ได้รวดเร็วเพียงพอ ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวังก็อาจพัฒนาไปสู่ความไม่ไว้วางใจหรือไม่เชื่อมั่นได้ในระยะต่อไป

เศรษฐกิจอนาคตยังถูกมองในเชิงลบ

ผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 46.89 มองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าอาจ “แย่ลง” ขณะที่ร้อยละ 32.81 มองว่า “เหมือนเดิม” และมีเพียงร้อยละ 9.80 ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะ “ดีขึ้น”

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน หรือแม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยเฉพาะในระดับครัวเรือน ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง

เมื่อประชาชนยังมองว่าเศรษฐกิจในอนาคตมีแนวโน้มถดถอย ย่อมส่งผลต่อทั้งการใช้จ่าย การลงทุน และความเชื่อมั่นทางสังคมโดยรวม เพราะความรู้สึกต่ออนาคตเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากตัวเลขเศรษฐกิจจริง

หนี้สาธารณะ กลายเป็น “ความกังวลทางจิตวิทยา” ของสังคม

อีกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ คือ กลุ่มตัวอย่างกังวลมากที่สุดเรื่องภาระหนี้สาธารณะและการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44

สะท้อนว่า ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนระยะยาวของประเทศมากขึ้น ไม่ได้มองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่กังวลว่าการกู้เงินจำนวนมากจะกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจในอนาคต รวมถึงตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณภาครัฐ

ในอีกมิติหนึ่ง ความกังวลดังกล่าวยังสะท้อนว่าประชาชนต้องการเห็นคุณภาพของการบริหาร ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือ กล่าวคือ แม้ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องการเห็นการบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

บทสรุป: รัฐบาลต้องพูดแล้วทำ แก้ปัญหาปากท้อง สร้างผลงาน

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับ โจทย์ด้านความเชื่อมั่น ของประชาชน เพราะแม้ประชาชนจำนวนมากยังเปิดโอกาสและรอดูผลงาน แต่ระดับความคาดหวังโดยรวมยังไม่สูงนัก ขณะที่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ หนี้สิน และภาระหนี้สาธารณะกลับอยู่ในระดับสูง

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนอกจากจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงนโยบายในภาพใหญ่แล้ว การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง ผ่านการลดภาระค่าครองชีพ การสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และการบริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของรัฐบาลในสายตาประชาชนอาจไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดแล้วทำเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าที่พูดแล้วทำแล้ว ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตของตนเองดีขึ้นหรือไม่

Similar Posts