Print

บทนำ

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การรับมือวิกฤตพลังงานของรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,266 คน ระหว่างวันที่ 7–10 เมษายน 2569

การสำรวจครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบผสมผสานทั้งการสำรวจทางออนไลน์และการลงพื้นที่ภาคสนาม (ออนไลน์ 30% ภาคสนาม 70%) โดยกำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรในแต่ละภูมิภาค การเก็บข้อมูลภาคสนามดำเนินการโดยเครือข่ายทีมงานของสวนดุสิตโพล ขณะที่การเก็บข้อมูลทางออนไลน์เปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสอบถามผ่านช่องทางของสวนดุสิตโพล เช่น เพจเฟซบุ๊ก และแพลตฟอร์ม X และหน้าเว็บไซต์

การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมุมมองของประชาชนต่อแนวทางของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและเศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้ร่วมวิเคราะห์ผลกับนักวิชาการจากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพื่ออธิบายความหมายของตัวเลขและเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจ และความรู้สึกของประชาชนในสังคมไทย

เห็นด้วยแต่ยัง “เผื่อใจ” ภาพสะท้อนความเชื่อมั่นที่ไม่เต็มร้อย

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล โดยเฉพาะ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน (เห็นด้วยมากที่สุด 72.27%) มาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (59.48%) การปรับลดงบประมาณรัฐเพื่อช่วยประชาชน (58.06%)

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ประชาชน “ยอมรับทิศทางนโยบาย” ของรัฐบาลในระดับสูง โดยเฉพาะแนวทางที่แตะ “ต้นตอของปัญหา” อย่างโครงสร้างราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาควบคู่กับระดับความเชื่อมั่น จะพบว่า เชื่อว่าน่าจะสำเร็จ 34.36% และไม่แน่ใจ 32.23% สะท้อนให้เห็น “ช่องว่างระหว่างความเห็นด้วยกับความเชื่อมั่น” ซึ่งบ่งชี้ว่า แม้ประชาชนจะเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่ยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายจริง

กล่าวได้ว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนยังอยู่ในระดับ “รอดูผลงาน” มากกว่าการ “เชื่อมั่นเต็มที่”

วิกฤตพลังงาน = วิกฤตค่าครองชีพ

เหตุผลสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายพลังงาน เนื่องจากพลังงานเป็น “ต้นทุนหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเป็น

ค่าน้ำมัน…กระทบค่าเดินทาง

ค่าไฟฟ้า…กระทบค่าใช้จ่ายครัวเรือน

ต้นทุนพลังงาน…ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า

ดังนั้น การที่ประชาชนสนับสนุนการ “ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน” มากที่สุด จึงสะท้อนว่า ประชาชนมองเห็น “ความเชื่อมโยงเชิงระบบ” ระหว่างพลังงานกับค่าครองชีพ ในเชิงนโยบาย หมายความว่า หากรัฐบาลจัดการพลังงานได้ จะช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจในภาพรวมได้โดยตรง

ความต้องการเร่งด่วน “ลดภาษี-ตรึงราคา” มาก่อนการปฏิรูป

เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการเพิ่มเติม พบว่า ลดภาษีน้ำมัน/สรรพสามิต 76.07% ตรึงราคาสินค้า 75.12% เพิ่มเงินอุดหนุนค่าไฟ 54.74% ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า ประชาชนต้องการ “มาตรการระยะสั้นที่เห็นผลทันที” มากกว่านโยบายเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลา

ในมุมเศรษฐศาสตร์นโยบาย สถานการณ์นี้สะท้อน “trade-off” ที่สำคัญ คือ ระยะสั้น ลดภาระประชาชน (ลดภาษี / อุดหนุน) ระยะยาว รักษาวินัยการคลังและความยั่งยืน รัฐบาลจึงต้องเผชิญโจทย์ยากในการ “สร้างสมดุล” ระหว่าง ความเดือดร้อนเฉพาะหน้ากับเสถียรภาพการคลังระยะยาว

ความคาดหวังที่สูงขึ้น = ความกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

ผลโพลสะท้อนชัดว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียง “นโยบาย” แต่ต้องการ “ผลลัพธ์” โดยเฉพาะในบริบทที่

ราคาพลังงานผันผวน ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง รายได้ไม่เพิ่มตาม

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ “ความคาดหวังต่อรัฐบาล” เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและหากนโยบายไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทันเวลาอาจนำไปสู่ ความไม่พอใจ ความเชื่อมั่นที่ลดลง รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป

บทสรุป: วิกฤตพลังงานคือ “บททดสอบความสามารถรัฐ”

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ประชาชน “เห็นด้วย” กับแนวทางรัฐบาล (ทำอะไรได้ก็ควรทำ) แต่ยัง “ไม่มั่นใจ” ในผลลัพธ์และต้องการ “มาตรการเร่งด่วน” ที่จับต้องได้

จึงอาจกล่าวได้ว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็น “บททดสอบสำคัญของรัฐบาล” ใน 3 มิติ ได้แก่ ความสามารถในการบริหารนโยบาย ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา และความเชื่อมั่นของประชาชน

ท้ายที่สุด การจัดการพลังงานไม่ได้หมายถึงเพียงการควบคุมราคา แต่คือการรักษา “สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และความเชื่อมั่นของสังคม”

Similar Posts